เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ฉะโจวเกรงใจ
เป็นเด็กพาร์ไทม์ที่ทำให้ฉะโจวเกรงใจ
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ถามขี้ถาม ถามทีละข้อๆ ไม่เคยถามรวดเดียว
เป็นเด็กพาร์ไทม์ที่ก่อนหน้านี้เป็นกิ๊กของฉะโจว (โดนลดความสัมพันธ์!! T^T)
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่หึงฉะโจว(มาก) >O< ถามว่าแกมีสิทธิ์อะไรห้ะ?
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ตำหนิฉะโจว
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ชอบโมโหใส่ฉะโจว
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ชอบเหวี่ยงและขึ้นเสียงใส่ฉะโจว แต่ฉะโจวเป็นคนที่ใจเย็นมากกกก
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ฉะโจวชอบโทรมาตอนตีสองตีสามแต่ก็ต้องรับ
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ฉะโจวชอบมาปรึกษา (ชอบรบเร้าอยากทำนู้นนี่นั่น ละก็ลำบากตรูตลอดดดดด)
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่แอบบ่นฉะโจวกับเพื่อนๆ
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่มีฉะโจวขี้เหนียว @_@ (ผมอยากอันที่ถูกที่สุดแต่ดีที่สุดนะ <--คิดว่าตรูจะหาได้มั้ยห้ะ? -,,-)
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่(หลายๆครั้ง) ฉะโจวรำคาญม๊ากกกก
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ซึนมาก อยากให้ฉะโจวปลอบแต่กลับบอกไปว่า 'หนูโอเค' (แต่ทำเสียงอ่อยๆซึมๆ) ฉะโจวก็จะปลอบนานขึ้น 55555 มารยาร้อยเล่มเกวียนค่ะ
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ชอบทำให้ฉะโจวผิดหวัง
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่แอบชอบฉะโจวตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ฉะโจวชอบทำร้ายจิตใจ (มากๆๆๆๆ)
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่พูดน้อยและน่าเบื่อ โมโหง่ายด้วย
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่จ้าง 100 ทำแค่ 75-100 ไม่เผื่อค่ะไม่เผื่อ 555
เป็นเด็กพาร์ทไทม์คนเดียวของฉะโจว(??)และถูกฉะโจวซุกซ่อนไว้ไม่ให้ใครรู้ (เวลาจะโทรมาสั่งงาน นางจะแอบมาคุยในห้องน้ำ! ><)
เป็นเด็กพาร์ทไทม์ที่ไม่ค่อยดีนัก แต่รักฉะโจวสุดหัวจายยยย <3แอร๊ยยยยย
สุขสันต์วันเด็ก >O< ก็ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับเว็นเด็กเลย แต่แค่อยากระบายเรื่องอิบอสบ้าบ๊อง บางครั้งก็น่ารักบางครั้งแบบว่า...ฮึ้ยยยยย!!! แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำด้วยกันอีกนานแค่ไหน หรือว่างานของวันนี้อาจเป็นงานสุดท้ายแล้วก็ได้ TT ต่างฝ่ายต่างเอือมกันมั้ง 555555 เฮ้ออ อย่างน้อยก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์หลายๆอย่าง ที่เพื่อนๆวัยเดียวกันยังไม่ได้รับ ได้ทำความคุ้นชินกับกับความกดดัน ความน้อยใจ ความสารพัด ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าทำไม่ได้แต่สุดท้ายก็ทำได้ อยากจะขอบคุณอิฉะโจวจริงๆ แต่บางครั้งถ้าฉะโจวสั่งงานหนูในช่วงใกล้วันนั้นของเดือน ฉะโจวก็มาเร่งหนู หนูก็โมโหไรมั่งงั้นงี้ เล่นเอาฉะโจวเสียใจไปเป็นช่วงเลยอ่าา 555555
ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ความสัมพันธ์เราจะเป็นอย่างไร แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาหนูดีใจมากนะที่ได้เจอฉะโจว ไม่เคยเสียดายเวลาที่ผ่านมาเลย เยิฟๆ xoxo
วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558
ควรจะพอหรือยังนะ
หลายๆครั้งรู้สึกว่าตัวเองถูกย่ำยี หลายๆครั้งรู้สึกว่าตัวเองเป็นของตาย หลายๆครั้งรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ศาลาพักใจ
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน เป็นฝ่ายที่ไม่ยอมหยุดในขณะที่อีกฝ่ายหยุดตั้งนานแล้ว เป็นฝ่ายที่ก่อเรื่องขึ้นเองทั้งหมด หลอกตัวเองไปวัน พร้อมกับความเพ้อฝันที่เป็นจริงได้ยาก
ไม่ได้อยากจะโทษแต่เขาฝ่ายเดียว อยากโทษตัวเองมากกว่า เป็นคนเสนอตัวเองว่าจะนู้นนี่นั่น แล้วพอเค้าจะให้ทำก็จะปฏิเสธ ทำไมเราถึงเป็นคนกลับกลอก ไม่รักษาคำพูด?
เอาจริงๆก็รู้สึกผิดอยู่ไม่ใช่น้อย คิดว่าไม่น่าปล่อยให้มันถลำลึกมาจนถึงขั้นนี้
ณ ตอนนี้ถ้าเลือกได้ อยากให้เค้าถอยออกไปอีกครั้ง และก็อยากให้ตัวเราเองไม่พยายามไปดึงเค้ากลับมา
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน เป็นฝ่ายที่ไม่ยอมหยุดในขณะที่อีกฝ่ายหยุดตั้งนานแล้ว เป็นฝ่ายที่ก่อเรื่องขึ้นเองทั้งหมด หลอกตัวเองไปวัน พร้อมกับความเพ้อฝันที่เป็นจริงได้ยาก
ไม่ได้อยากจะโทษแต่เขาฝ่ายเดียว อยากโทษตัวเองมากกว่า เป็นคนเสนอตัวเองว่าจะนู้นนี่นั่น แล้วพอเค้าจะให้ทำก็จะปฏิเสธ ทำไมเราถึงเป็นคนกลับกลอก ไม่รักษาคำพูด?
เอาจริงๆก็รู้สึกผิดอยู่ไม่ใช่น้อย คิดว่าไม่น่าปล่อยให้มันถลำลึกมาจนถึงขั้นนี้
ณ ตอนนี้ถ้าเลือกได้ อยากให้เค้าถอยออกไปอีกครั้ง และก็อยากให้ตัวเราเองไม่พยายามไปดึงเค้ากลับมา
วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ช่วงนี้เป็นช่วงขาลงของชีวิต เจอปัญหามากมายกับผู้คนรอบตัว ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ และคนเหล่านั้นย่อมเป็นคนที่สำคัญมากๆกับชีวิต แต่พระเจ้าก็ได้สำรองคนรอบข้างอีกกลุ่มเก็บไว้ให้เรา เพื่อการปลอบโยน เพื่อความอุ่นใจ เพื่อความคิดใหม่ เพื่อที่จะได้สั่งสอน เพื่อที่จะทำให้เรากลับไปเข้าใจคนที่กลุ่มหนึ่งที่เรามีปัญหาด้วยอีกครั้ง
ขณะนี้ความขัดแย้งเริ่มน้อยลง ความรู้สึกอยากขอบคุณได้เพิ่มพูน ถึงแม้จะได้เอ่ยกล่าวคำนี้ไปแล้วกับทั้งสองฝ่าย แต่ก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี
ถึงแม้ว่าถ้าวันพรุ่งนี้ ฉันอาจจะทะเลาะกับคนใดคนหนึ่ง หรือเกลียดใครคนใดคนหนึงขึ้นมา ฉันก็จะสามารถมั่นใจขึ้นได้อีกนิดว่า เราจะถูกเชื่อมโยงกันอีกครั้งโดยใครอีกซักคน
ชีวิตเรามักถูกโยงใยพันกันไปทั่ว บ้างก็คอยปลุกปั่นให้แตกแยก บ้างก็คอยปลุกเร้าให้รักกัน
แต่นี่แหละคือโลก เรื่องเส้นสายใยที่มนุษย์ต่างมีให้กัน
อยากจะขอบคุณ
และเรียนรู้ที่จะใส่ใจกับคนรอบข้างให้มากยิ่งขึ้น
วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557
บางครั้ง(หรือหลายๆครั้ง) ก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยกับนิสัย"ปากไว" ของตัวเอง คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากโดยไม่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง จะไม่เสียใจสักนิดถ้ามันเป็นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี แต่มันกลับกลายเป็นการตำหนิ ติเตียน พูดในด้านลบ ทำให้เป็นการทำร้ายความรู้สึกของเขา
ล่าสุดที่ทำให้รู้สึกแย่คือ เมื่อวันก่อน ยายทำกับข้าวให้กิน(ปกติก็ทำให้กินทุกมื้อ) แต่มื้อนี้มันเหมือนเป็นเมนูที่เราไม่ค่อยพิศวาสเท่าไหร่ ยิ่งครั้งนี้ยายบอกว่าเครื่องปรุงมีไม่ครบรสชาติอาจเพี้ยนไป เราก็เลยลองชิมดู ปรากฏว่ามันเพี้ยนจริงๆ แล้วมันก็อร่อยน้อยกว่าทุกครั้ง บวกกับความที่ไม่ใช่อาหารจานโปรด คำพูดก็พุ่งออกมาจู่โจมคนทำเลยทันที คือถ้าพูดนิดๆหน่อยๆก็ยังโอเค แต่เราย้ำคิดย้ำพูดอยู่นั่นแหละ จนอีกฝ่ายเงียบไปเลย
ตอนพูดเสร็จก็ไม่ได้มาฉุกคิดอะไรหรอก แต่พอเวลาผ่านไปสักแปป ความทรงจำตอน ม.ต้น ก็ลอยขึ้นมา ตอนนั้นน่าจะอยู่ ม.3 ได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง พี่เขามาสอนศาสนา เราจะเจอกันทุกวันพฤหัสของอาทิตย์ แบ้วมีอยู่อาทิตย์หนึ่ง พี่เขาก็ได้หยิบยกหัวข้อการเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีของตัวเองขึ้นมาพูด แล้วถามเราว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีอะไรของตัวเองบ้าง?" เราจำคำตอบของตัวเองไม่ได้หรอก แต่ที่แน่ๆเราจำคำตอบของพี่เขาได้ดี "สำหรับพี่นะ ตอนนี้อยากจะเปลี่ยนแปลงนิสัยไม่ดีของตัวเองอยู่อย่างหนึ่งคือ พี่เป็นคนที่ชอบบ่นแม่ว่าทำอาหารไม่อร่อย เดี๋ยวก็หวานบ้าง เค็มบ้าง ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าแม่จะรู้สึกยังไง ต่อไปนี้พี่อยากชมแม่บ้าง" คำพูดในตอนนั้นมันลอยขึ้นมาในหัว ทำให้รู้สึกผิดมากๆที่พูดกับยายแบบนั้น แต่ก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้สำหรับกับข้าวมื้อนั้น
ครั้งนี้มันเป็นบทเรียนทำให้เราหันมาใส่ใจที่จะกลั่นกรองคำพูดก่อนที่จะพูดออกมาให้มากขึ้น เราอยากที่จะพูดออกมาแล้วทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกดีมากกว่าที่จะรู้สึกเสียใจ ถึงแม้ครั้งนั้นเราจะไม่พึงพอใจในรสชาติอาหาร แต่เราก็ควรสำนึกในสิ่งที่คนทำตั้งใจทำให้เรากิน ถึงรสชาติไม่อร่อยแต่ก็ได้อิ่มท้อง เราคาดหวังมากๆว่าเราจะสามารถแก้ไขส่วนนี้ของเราให้ดีขึ้น เราหวังว่าเราจะทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดน้อยลงเรื่อยๆ
ล่าสุดที่ทำให้รู้สึกแย่คือ เมื่อวันก่อน ยายทำกับข้าวให้กิน(ปกติก็ทำให้กินทุกมื้อ) แต่มื้อนี้มันเหมือนเป็นเมนูที่เราไม่ค่อยพิศวาสเท่าไหร่ ยิ่งครั้งนี้ยายบอกว่าเครื่องปรุงมีไม่ครบรสชาติอาจเพี้ยนไป เราก็เลยลองชิมดู ปรากฏว่ามันเพี้ยนจริงๆ แล้วมันก็อร่อยน้อยกว่าทุกครั้ง บวกกับความที่ไม่ใช่อาหารจานโปรด คำพูดก็พุ่งออกมาจู่โจมคนทำเลยทันที คือถ้าพูดนิดๆหน่อยๆก็ยังโอเค แต่เราย้ำคิดย้ำพูดอยู่นั่นแหละ จนอีกฝ่ายเงียบไปเลย
ตอนพูดเสร็จก็ไม่ได้มาฉุกคิดอะไรหรอก แต่พอเวลาผ่านไปสักแปป ความทรงจำตอน ม.ต้น ก็ลอยขึ้นมา ตอนนั้นน่าจะอยู่ ม.3 ได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง พี่เขามาสอนศาสนา เราจะเจอกันทุกวันพฤหัสของอาทิตย์ แบ้วมีอยู่อาทิตย์หนึ่ง พี่เขาก็ได้หยิบยกหัวข้อการเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีของตัวเองขึ้นมาพูด แล้วถามเราว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีอะไรของตัวเองบ้าง?" เราจำคำตอบของตัวเองไม่ได้หรอก แต่ที่แน่ๆเราจำคำตอบของพี่เขาได้ดี "สำหรับพี่นะ ตอนนี้อยากจะเปลี่ยนแปลงนิสัยไม่ดีของตัวเองอยู่อย่างหนึ่งคือ พี่เป็นคนที่ชอบบ่นแม่ว่าทำอาหารไม่อร่อย เดี๋ยวก็หวานบ้าง เค็มบ้าง ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าแม่จะรู้สึกยังไง ต่อไปนี้พี่อยากชมแม่บ้าง" คำพูดในตอนนั้นมันลอยขึ้นมาในหัว ทำให้รู้สึกผิดมากๆที่พูดกับยายแบบนั้น แต่ก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้สำหรับกับข้าวมื้อนั้น
ครั้งนี้มันเป็นบทเรียนทำให้เราหันมาใส่ใจที่จะกลั่นกรองคำพูดก่อนที่จะพูดออกมาให้มากขึ้น เราอยากที่จะพูดออกมาแล้วทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกดีมากกว่าที่จะรู้สึกเสียใจ ถึงแม้ครั้งนั้นเราจะไม่พึงพอใจในรสชาติอาหาร แต่เราก็ควรสำนึกในสิ่งที่คนทำตั้งใจทำให้เรากิน ถึงรสชาติไม่อร่อยแต่ก็ได้อิ่มท้อง เราคาดหวังมากๆว่าเราจะสามารถแก้ไขส่วนนี้ของเราให้ดีขึ้น เราหวังว่าเราจะทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดน้อยลงเรื่อยๆ
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557
บ่น 004
การที่เราถูกผู้คนตำหนิกับการที่เราถูกชมเชย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ให้แรงผลักดันแก่เราทั้งคู่ แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันลิบลับ...
ยังไงก็ตามแต่ ไม่ว่าคำดูถูก คำติฉินนินทา คำชื่นชมหรือการยกย่อง ล้วนเแต่เป็น "เชื้อเพลิง" ที่ถูกราดลงไปในกองไฟที่อยู่ในตัวเรา ทำให้มีแรงฮึ้ดขึ้นมา
ยิ่งดูถูกยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
ยิ่งชมเชยก็ยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
คำพูดใครบางคนอาจทำให้ทำถึงกับเป๋หรือหยุดชะงัก คำพูดของใครอีกคนอาจทำตัวเราลอยขึ้นสูงลิ่ว
แต่คำพูดของคนอื่น ก็ย่อมเป็นคำพูดของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ จะสู้พลังแห่งความเชื่อมั่นในตัวเองของเราได้อย่างไรกัน? ท้ายที่สุดเราก็ต้องมีจิตใจที่หนักแน่น มองข้ามบางอย่าง(อย่างมีเหตุผล)ที่คนรอบข้างพูด และเชื่อมั่นในตนเองให้มากขึ้น
ยังไงก็ตามแต่ ไม่ว่าคำดูถูก คำติฉินนินทา คำชื่นชมหรือการยกย่อง ล้วนเแต่เป็น "เชื้อเพลิง" ที่ถูกราดลงไปในกองไฟที่อยู่ในตัวเรา ทำให้มีแรงฮึ้ดขึ้นมา
ยิ่งดูถูกยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
ยิ่งชมเชยก็ยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
คำพูดใครบางคนอาจทำให้ทำถึงกับเป๋หรือหยุดชะงัก คำพูดของใครอีกคนอาจทำตัวเราลอยขึ้นสูงลิ่ว
แต่คำพูดของคนอื่น ก็ย่อมเป็นคำพูดของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ จะสู้พลังแห่งความเชื่อมั่นในตัวเองของเราได้อย่างไรกัน? ท้ายที่สุดเราก็ต้องมีจิตใจที่หนักแน่น มองข้ามบางอย่าง(อย่างมีเหตุผล)ที่คนรอบข้างพูด และเชื่อมั่นในตนเองให้มากขึ้น
วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
บ่น003
ช่วงนี้ฉันจะพยายามระงับอาการแอบกรี๊ด+แอบจ้อง+แอบมอง "หนุ่มน่ารัก" อยู่ คือบางครั้งฉันแสดงอาการออกอย่างเกินหน้าเกินตามากๆ 555 แต่ถ้าเดินคนเดียวจะแอบอมยิ้มนิดๆ พยายามไม่มองหน้า
แต่วันนี้ฉันเดินกับเพื่อนๆอีก 3 คน แล้วก็บังเอิญไปเห็นหนุ่มนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงแบบย้วยๆ จะพายกระเป๋าเบ้ ผมดำผิวแทนนิดๆ ฉันฉันดูออกทันทีว่าเป็น "นิปปอนกาย" >O< ยิ่งเดินมาใกล้ๆแล้วน่ารักมากกกกก เราก็ชี้ให้เพื่อนๆดู ก็วี้ดว้ายกันใหญ่ จนเราเดินสวนกันหันหลังให้กันแล้ว เราก็แอบพูดเบาๆว่า "かっこいい!" ตอนเราพูด เพื่อนก็หันไปดูฮีแกพอดี เพื่อนเลยหันกลับมาบอกว่า "เขาหันมาอ่ะ!" ฉันก็เฮ้ยจริงหรอ???? คือแบบเฟลเลย 55555 แต่เพื่ออีกคนก็ก็บอกว่าไหนๆเขาก็หันมาแล้ว พูดพร้อมกันเลยป่ะ? จากนั้นพวกเราก็..."คัคโคอี้! คาวาอี้!!!!" พร้อมกัน แล้วรีบวิ่งหลบกันใหญ่เลย
พี่ยุ่นได้แต่มองด้วยสายตางงๆปนกลัวๆ เพราะนางเดินคนเดียว
>< ถ้าเป็นฝรั่งมันคง "Thank you" กลับละ แต่พี่ยุ่นแกนิ่งๆ >O< พวกเราก็สนุกกันใหญ่เชียว (ก็มากันเป็นพวกนี่ ถ้าลองดูคนเดียวฉันก็คงก้มหน้าก้มตาอมยิ้ม เดินดุ่มๆไปละ 5555)
มาคิดไปคิดมาว่า พวกเราเป็นผู้หญิง แล้วไปแซวคนต่างชาติอย่างงั้น ภาพพจน์คงติดลบไปอีก เฮืออออก O_O หนูขอโทษข่าาา T^T วันหลังจะพยายามเก็บให้มิดเลย จะไม่แซวอีกละ เง้อออออ :D
แต่วันนี้ฉันเดินกับเพื่อนๆอีก 3 คน แล้วก็บังเอิญไปเห็นหนุ่มนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงแบบย้วยๆ จะพายกระเป๋าเบ้ ผมดำผิวแทนนิดๆ ฉันฉันดูออกทันทีว่าเป็น "นิปปอนกาย" >O< ยิ่งเดินมาใกล้ๆแล้วน่ารักมากกกกก เราก็ชี้ให้เพื่อนๆดู ก็วี้ดว้ายกันใหญ่ จนเราเดินสวนกันหันหลังให้กันแล้ว เราก็แอบพูดเบาๆว่า "かっこいい!" ตอนเราพูด เพื่อนก็หันไปดูฮีแกพอดี เพื่อนเลยหันกลับมาบอกว่า "เขาหันมาอ่ะ!" ฉันก็เฮ้ยจริงหรอ???? คือแบบเฟลเลย 55555 แต่เพื่ออีกคนก็ก็บอกว่าไหนๆเขาก็หันมาแล้ว พูดพร้อมกันเลยป่ะ? จากนั้นพวกเราก็..."คัคโคอี้! คาวาอี้!!!!" พร้อมกัน แล้วรีบวิ่งหลบกันใหญ่เลย
พี่ยุ่นได้แต่มองด้วยสายตางงๆปนกลัวๆ เพราะนางเดินคนเดียว
>< ถ้าเป็นฝรั่งมันคง "Thank you" กลับละ แต่พี่ยุ่นแกนิ่งๆ >O< พวกเราก็สนุกกันใหญ่เชียว (ก็มากันเป็นพวกนี่ ถ้าลองดูคนเดียวฉันก็คงก้มหน้าก้มตาอมยิ้ม เดินดุ่มๆไปละ 5555)
มาคิดไปคิดมาว่า พวกเราเป็นผู้หญิง แล้วไปแซวคนต่างชาติอย่างงั้น ภาพพจน์คงติดลบไปอีก เฮืออออก O_O หนูขอโทษข่าาา T^T วันหลังจะพยายามเก็บให้มิดเลย จะไม่แซวอีกละ เง้อออออ :D
วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557
บ่น 002
วันนี้ไปสะดุดรูปหนึ่งในเพจ Sakura drama มา ซึ่งรูปนี้ก็คือ
จากเรื่อง My boss my hero (ไม่เคยดูนาาา)
ซึ่งประโยคที่คุณป้าคนนี่พูดมันช่างโดนใจมากมาย "ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
คือมันก็จริงแบบที่ป้าแกพูดแหละ ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นนี่สำหรับเรานะ เราคิดว่ามันค่อนข้างหนักหนาพอสมควร มันไม่ใช่แค่การที่ถูกผู้ใหญ่ต่อว่าว่าด้อยประสบการณ์อย่างเดียว มันมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ชีวิตวัยรุ่นต้องพบเจอ คือมันเป็นช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกค่อนข้างแปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้
ปัญหาของวัยรุ่นเริ่มจากตัวเองก่อนเลยอันดับแรก เพราะอย่างที่ว่า นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวน เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ คือบางครั้งก็ไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้ว่าต้องการอะไรกันแน่ บางครั้งก็ตัวเองว่า ตัวฉันคือใคร? การใช้ชีวิตทุกๆวันนี้เพื่อนอะไร? เพื่อนใคร? อนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ไหนจะเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อค้นหาตนเองให้เจอก่อนที่วัยผู้ใหญ่จะมาถึง ซึ้งบางครั้งก็มีความคิดว่าอนาคตในวันข้างหน้าจนถึงวันตาย ถูกกำหนดโดยช่วงเวลาแห่งความเป็นวัยรุ่นนี่แหละ ถ้ายังค้นหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่สามารถแจกแจงตัวเองในวันนี้ได้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
นอกจากปัญหาทางด้านตัวตนแล้ว สิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นหวั่นไหวมากที่สุดคือเรื่อง "สิ่งแวดล้อมรอบตัว" ในที่นี้หมายถึงครอบครัว เพื่อน ความรักและโรงเรียน อันนี้ถือว่าหนักอึ้งอยู่พอควร เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามักจะมีอิธิพลต่อความคิดและการใช้ชีวิตของเราเสมอ ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากมีอะไรมาทิ่มหรือกระทบความรู้สึกนิดเดียว ก็เป็นอันว่าเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ คือเหมือนกับว่าวัยรุ่นเป็นห้วงหนึ่งของชีวิตที่ต้องการคนที่อยู่ข้างๆ คนที่จะสนับสนุนความคิดเรา และคนที่จะคอยปลอบโยนเราในเวลาที่ยากลำบาก คนรอบข้างทุกคนล้วนมีผลต่อความคิดของเราเสมอ บางคนก็ต้องจำใจเรียนใจสิ่งที่ไม่ชอบ แต่เป็นสิ่งที่ทางบ้านต้องการให้เรียน ต้องเดินทางไปตามจุดหมายที่พ่อแม่กำหนดไว้ให้อย่างเคร่งครัด แต่บางคนก็เรียนไปอย่างไร้จุดหมาย ขาดการกระตุ้น การแรงบันดาลใจ บางคนต้องทนรับฟังคำต่อว่าในการทำในสิ่งที่ตนรัก ถูกดูถูกต่างๆนานา บางคนค่อนข้างจะให้เพื่อนหรือความรักเข้ามาครอบงำตัวเองมากเกินไป จะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับคนเหล่านี้ ยิ่งโตยิ่งรับรู้ว่าโลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิดเมื่อตอนเป็นเด็ก ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็ไม่ได้เป็นคนในอุดมคติที่เราอยากจะเจอไปซะทั้งหมด ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการพบเจอคนเหล่านั้น คนที่คิดเหมือนกัน คนที่พูดถูกคอกันลดน้อยลง ไม่มีอีกแล้วคำพูดเมื่อการเด็กที่จะพูดว่า "เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ" แล้วเดินจูงมือกันไปเล่นอย่างสนุกสนาน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป
ถึงแม้ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นจะดูลำบาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกสุดเหวี่ยง! อยากรู้อยากลองไปซะทุกอย่าง แต่เราก็คิดว่ามันคงเป็นช่วงเวลาเดียวที่จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไร้ความรับผิดชอบใดๆต่อใครคนอื่น เพียงแต่ต้องดูแลตัวเองให้ดีก็พอ มันสนุกจริงๆนะ บางครั้งการที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆที่ละเรื่องๆ มันก็ทำให้การเป็นความสนุกได้ เดี๋ยวยิ้มร่า หัวเราะเสียงดังก้อง แจ่อีกครึ่งวันต้องมานั่งหน้าบูด ร้องไห้ฟูมฟาย ขี้มูกโป่ง 5555 มันเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนนานกว่าช่วงเวลาไหนๆ เป็นช่วงเวลาที่จะแอบรักใครได้ง่ายๆ และความรักต่อเพศตรงข้ามก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นเสมอ <3
ตอนนี้ฉันก็ยังกำลังต่อสู้กับช่วงเวลานี้อยู่ สามวันหัวเราะ อีกสองวันร้องไห้ มันวนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และยังจินตยาการถึงวันที่สิ่งเหล่านี้จะหยุดเกิดขึ้นไม่ออก ยังอยากจะซึมซับสิ่งต่างๆจากช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นไว้ให้มากที่สุด และแน่นอนว่าจะต้องปูแนวทางที่ดีให้ตัวเองในวันข้างหน้าที่จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย
"ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
จากเรื่อง My boss my hero (ไม่เคยดูนาาา)
ซึ่งประโยคที่คุณป้าคนนี่พูดมันช่างโดนใจมากมาย "ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
คือมันก็จริงแบบที่ป้าแกพูดแหละ ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นนี่สำหรับเรานะ เราคิดว่ามันค่อนข้างหนักหนาพอสมควร มันไม่ใช่แค่การที่ถูกผู้ใหญ่ต่อว่าว่าด้อยประสบการณ์อย่างเดียว มันมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ชีวิตวัยรุ่นต้องพบเจอ คือมันเป็นช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกค่อนข้างแปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้
ปัญหาของวัยรุ่นเริ่มจากตัวเองก่อนเลยอันดับแรก เพราะอย่างที่ว่า นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวน เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ คือบางครั้งก็ไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้ว่าต้องการอะไรกันแน่ บางครั้งก็ตัวเองว่า ตัวฉันคือใคร? การใช้ชีวิตทุกๆวันนี้เพื่อนอะไร? เพื่อนใคร? อนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ไหนจะเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อค้นหาตนเองให้เจอก่อนที่วัยผู้ใหญ่จะมาถึง ซึ้งบางครั้งก็มีความคิดว่าอนาคตในวันข้างหน้าจนถึงวันตาย ถูกกำหนดโดยช่วงเวลาแห่งความเป็นวัยรุ่นนี่แหละ ถ้ายังค้นหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่สามารถแจกแจงตัวเองในวันนี้ได้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
นอกจากปัญหาทางด้านตัวตนแล้ว สิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นหวั่นไหวมากที่สุดคือเรื่อง "สิ่งแวดล้อมรอบตัว" ในที่นี้หมายถึงครอบครัว เพื่อน ความรักและโรงเรียน อันนี้ถือว่าหนักอึ้งอยู่พอควร เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามักจะมีอิธิพลต่อความคิดและการใช้ชีวิตของเราเสมอ ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากมีอะไรมาทิ่มหรือกระทบความรู้สึกนิดเดียว ก็เป็นอันว่าเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ คือเหมือนกับว่าวัยรุ่นเป็นห้วงหนึ่งของชีวิตที่ต้องการคนที่อยู่ข้างๆ คนที่จะสนับสนุนความคิดเรา และคนที่จะคอยปลอบโยนเราในเวลาที่ยากลำบาก คนรอบข้างทุกคนล้วนมีผลต่อความคิดของเราเสมอ บางคนก็ต้องจำใจเรียนใจสิ่งที่ไม่ชอบ แต่เป็นสิ่งที่ทางบ้านต้องการให้เรียน ต้องเดินทางไปตามจุดหมายที่พ่อแม่กำหนดไว้ให้อย่างเคร่งครัด แต่บางคนก็เรียนไปอย่างไร้จุดหมาย ขาดการกระตุ้น การแรงบันดาลใจ บางคนต้องทนรับฟังคำต่อว่าในการทำในสิ่งที่ตนรัก ถูกดูถูกต่างๆนานา บางคนค่อนข้างจะให้เพื่อนหรือความรักเข้ามาครอบงำตัวเองมากเกินไป จะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับคนเหล่านี้ ยิ่งโตยิ่งรับรู้ว่าโลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิดเมื่อตอนเป็นเด็ก ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็ไม่ได้เป็นคนในอุดมคติที่เราอยากจะเจอไปซะทั้งหมด ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการพบเจอคนเหล่านั้น คนที่คิดเหมือนกัน คนที่พูดถูกคอกันลดน้อยลง ไม่มีอีกแล้วคำพูดเมื่อการเด็กที่จะพูดว่า "เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ" แล้วเดินจูงมือกันไปเล่นอย่างสนุกสนาน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป
ถึงแม้ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นจะดูลำบาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกสุดเหวี่ยง! อยากรู้อยากลองไปซะทุกอย่าง แต่เราก็คิดว่ามันคงเป็นช่วงเวลาเดียวที่จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไร้ความรับผิดชอบใดๆต่อใครคนอื่น เพียงแต่ต้องดูแลตัวเองให้ดีก็พอ มันสนุกจริงๆนะ บางครั้งการที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆที่ละเรื่องๆ มันก็ทำให้การเป็นความสนุกได้ เดี๋ยวยิ้มร่า หัวเราะเสียงดังก้อง แจ่อีกครึ่งวันต้องมานั่งหน้าบูด ร้องไห้ฟูมฟาย ขี้มูกโป่ง 5555 มันเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนนานกว่าช่วงเวลาไหนๆ เป็นช่วงเวลาที่จะแอบรักใครได้ง่ายๆ และความรักต่อเพศตรงข้ามก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นเสมอ <3
ตอนนี้ฉันก็ยังกำลังต่อสู้กับช่วงเวลานี้อยู่ สามวันหัวเราะ อีกสองวันร้องไห้ มันวนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และยังจินตยาการถึงวันที่สิ่งเหล่านี้จะหยุดเกิดขึ้นไม่ออก ยังอยากจะซึมซับสิ่งต่างๆจากช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นไว้ให้มากที่สุด และแน่นอนว่าจะต้องปูแนวทางที่ดีให้ตัวเองในวันข้างหน้าที่จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย
"ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
