บางครั้ง(หรือหลายๆครั้ง) ก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยกับนิสัย"ปากไว" ของตัวเอง คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากโดยไม่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง จะไม่เสียใจสักนิดถ้ามันเป็นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี แต่มันกลับกลายเป็นการตำหนิ ติเตียน พูดในด้านลบ ทำให้เป็นการทำร้ายความรู้สึกของเขา
ล่าสุดที่ทำให้รู้สึกแย่คือ เมื่อวันก่อน ยายทำกับข้าวให้กิน(ปกติก็ทำให้กินทุกมื้อ) แต่มื้อนี้มันเหมือนเป็นเมนูที่เราไม่ค่อยพิศวาสเท่าไหร่ ยิ่งครั้งนี้ยายบอกว่าเครื่องปรุงมีไม่ครบรสชาติอาจเพี้ยนไป เราก็เลยลองชิมดู ปรากฏว่ามันเพี้ยนจริงๆ แล้วมันก็อร่อยน้อยกว่าทุกครั้ง บวกกับความที่ไม่ใช่อาหารจานโปรด คำพูดก็พุ่งออกมาจู่โจมคนทำเลยทันที คือถ้าพูดนิดๆหน่อยๆก็ยังโอเค แต่เราย้ำคิดย้ำพูดอยู่นั่นแหละ จนอีกฝ่ายเงียบไปเลย
ตอนพูดเสร็จก็ไม่ได้มาฉุกคิดอะไรหรอก แต่พอเวลาผ่านไปสักแปป ความทรงจำตอน ม.ต้น ก็ลอยขึ้นมา ตอนนั้นน่าจะอยู่ ม.3 ได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง พี่เขามาสอนศาสนา เราจะเจอกันทุกวันพฤหัสของอาทิตย์ แบ้วมีอยู่อาทิตย์หนึ่ง พี่เขาก็ได้หยิบยกหัวข้อการเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีของตัวเองขึ้นมาพูด แล้วถามเราว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีอะไรของตัวเองบ้าง?" เราจำคำตอบของตัวเองไม่ได้หรอก แต่ที่แน่ๆเราจำคำตอบของพี่เขาได้ดี "สำหรับพี่นะ ตอนนี้อยากจะเปลี่ยนแปลงนิสัยไม่ดีของตัวเองอยู่อย่างหนึ่งคือ พี่เป็นคนที่ชอบบ่นแม่ว่าทำอาหารไม่อร่อย เดี๋ยวก็หวานบ้าง เค็มบ้าง ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าแม่จะรู้สึกยังไง ต่อไปนี้พี่อยากชมแม่บ้าง" คำพูดในตอนนั้นมันลอยขึ้นมาในหัว ทำให้รู้สึกผิดมากๆที่พูดกับยายแบบนั้น แต่ก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้สำหรับกับข้าวมื้อนั้น
ครั้งนี้มันเป็นบทเรียนทำให้เราหันมาใส่ใจที่จะกลั่นกรองคำพูดก่อนที่จะพูดออกมาให้มากขึ้น เราอยากที่จะพูดออกมาแล้วทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกดีมากกว่าที่จะรู้สึกเสียใจ ถึงแม้ครั้งนั้นเราจะไม่พึงพอใจในรสชาติอาหาร แต่เราก็ควรสำนึกในสิ่งที่คนทำตั้งใจทำให้เรากิน ถึงรสชาติไม่อร่อยแต่ก็ได้อิ่มท้อง เราคาดหวังมากๆว่าเราจะสามารถแก้ไขส่วนนี้ของเราให้ดีขึ้น เราหวังว่าเราจะทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดน้อยลงเรื่อยๆ
วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557
บ่น 004
การที่เราถูกผู้คนตำหนิกับการที่เราถูกชมเชย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ให้แรงผลักดันแก่เราทั้งคู่ แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันลิบลับ...
ยังไงก็ตามแต่ ไม่ว่าคำดูถูก คำติฉินนินทา คำชื่นชมหรือการยกย่อง ล้วนเแต่เป็น "เชื้อเพลิง" ที่ถูกราดลงไปในกองไฟที่อยู่ในตัวเรา ทำให้มีแรงฮึ้ดขึ้นมา
ยิ่งดูถูกยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
ยิ่งชมเชยก็ยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
คำพูดใครบางคนอาจทำให้ทำถึงกับเป๋หรือหยุดชะงัก คำพูดของใครอีกคนอาจทำตัวเราลอยขึ้นสูงลิ่ว
แต่คำพูดของคนอื่น ก็ย่อมเป็นคำพูดของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ จะสู้พลังแห่งความเชื่อมั่นในตัวเองของเราได้อย่างไรกัน? ท้ายที่สุดเราก็ต้องมีจิตใจที่หนักแน่น มองข้ามบางอย่าง(อย่างมีเหตุผล)ที่คนรอบข้างพูด และเชื่อมั่นในตนเองให้มากขึ้น
ยังไงก็ตามแต่ ไม่ว่าคำดูถูก คำติฉินนินทา คำชื่นชมหรือการยกย่อง ล้วนเแต่เป็น "เชื้อเพลิง" ที่ถูกราดลงไปในกองไฟที่อยู่ในตัวเรา ทำให้มีแรงฮึ้ดขึ้นมา
ยิ่งดูถูกยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
ยิ่งชมเชยก็ยิ่งอยากทำให้ดีขึ้น
คำพูดใครบางคนอาจทำให้ทำถึงกับเป๋หรือหยุดชะงัก คำพูดของใครอีกคนอาจทำตัวเราลอยขึ้นสูงลิ่ว
แต่คำพูดของคนอื่น ก็ย่อมเป็นคำพูดของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ จะสู้พลังแห่งความเชื่อมั่นในตัวเองของเราได้อย่างไรกัน? ท้ายที่สุดเราก็ต้องมีจิตใจที่หนักแน่น มองข้ามบางอย่าง(อย่างมีเหตุผล)ที่คนรอบข้างพูด และเชื่อมั่นในตนเองให้มากขึ้น
วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
บ่น003
ช่วงนี้ฉันจะพยายามระงับอาการแอบกรี๊ด+แอบจ้อง+แอบมอง "หนุ่มน่ารัก" อยู่ คือบางครั้งฉันแสดงอาการออกอย่างเกินหน้าเกินตามากๆ 555 แต่ถ้าเดินคนเดียวจะแอบอมยิ้มนิดๆ พยายามไม่มองหน้า
แต่วันนี้ฉันเดินกับเพื่อนๆอีก 3 คน แล้วก็บังเอิญไปเห็นหนุ่มนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงแบบย้วยๆ จะพายกระเป๋าเบ้ ผมดำผิวแทนนิดๆ ฉันฉันดูออกทันทีว่าเป็น "นิปปอนกาย" >O< ยิ่งเดินมาใกล้ๆแล้วน่ารักมากกกกก เราก็ชี้ให้เพื่อนๆดู ก็วี้ดว้ายกันใหญ่ จนเราเดินสวนกันหันหลังให้กันแล้ว เราก็แอบพูดเบาๆว่า "かっこいい!" ตอนเราพูด เพื่อนก็หันไปดูฮีแกพอดี เพื่อนเลยหันกลับมาบอกว่า "เขาหันมาอ่ะ!" ฉันก็เฮ้ยจริงหรอ???? คือแบบเฟลเลย 55555 แต่เพื่ออีกคนก็ก็บอกว่าไหนๆเขาก็หันมาแล้ว พูดพร้อมกันเลยป่ะ? จากนั้นพวกเราก็..."คัคโคอี้! คาวาอี้!!!!" พร้อมกัน แล้วรีบวิ่งหลบกันใหญ่เลย
พี่ยุ่นได้แต่มองด้วยสายตางงๆปนกลัวๆ เพราะนางเดินคนเดียว
>< ถ้าเป็นฝรั่งมันคง "Thank you" กลับละ แต่พี่ยุ่นแกนิ่งๆ >O< พวกเราก็สนุกกันใหญ่เชียว (ก็มากันเป็นพวกนี่ ถ้าลองดูคนเดียวฉันก็คงก้มหน้าก้มตาอมยิ้ม เดินดุ่มๆไปละ 5555)
มาคิดไปคิดมาว่า พวกเราเป็นผู้หญิง แล้วไปแซวคนต่างชาติอย่างงั้น ภาพพจน์คงติดลบไปอีก เฮืออออก O_O หนูขอโทษข่าาา T^T วันหลังจะพยายามเก็บให้มิดเลย จะไม่แซวอีกละ เง้อออออ :D
แต่วันนี้ฉันเดินกับเพื่อนๆอีก 3 คน แล้วก็บังเอิญไปเห็นหนุ่มนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงแบบย้วยๆ จะพายกระเป๋าเบ้ ผมดำผิวแทนนิดๆ ฉันฉันดูออกทันทีว่าเป็น "นิปปอนกาย" >O< ยิ่งเดินมาใกล้ๆแล้วน่ารักมากกกกก เราก็ชี้ให้เพื่อนๆดู ก็วี้ดว้ายกันใหญ่ จนเราเดินสวนกันหันหลังให้กันแล้ว เราก็แอบพูดเบาๆว่า "かっこいい!" ตอนเราพูด เพื่อนก็หันไปดูฮีแกพอดี เพื่อนเลยหันกลับมาบอกว่า "เขาหันมาอ่ะ!" ฉันก็เฮ้ยจริงหรอ???? คือแบบเฟลเลย 55555 แต่เพื่ออีกคนก็ก็บอกว่าไหนๆเขาก็หันมาแล้ว พูดพร้อมกันเลยป่ะ? จากนั้นพวกเราก็..."คัคโคอี้! คาวาอี้!!!!" พร้อมกัน แล้วรีบวิ่งหลบกันใหญ่เลย
พี่ยุ่นได้แต่มองด้วยสายตางงๆปนกลัวๆ เพราะนางเดินคนเดียว
>< ถ้าเป็นฝรั่งมันคง "Thank you" กลับละ แต่พี่ยุ่นแกนิ่งๆ >O< พวกเราก็สนุกกันใหญ่เชียว (ก็มากันเป็นพวกนี่ ถ้าลองดูคนเดียวฉันก็คงก้มหน้าก้มตาอมยิ้ม เดินดุ่มๆไปละ 5555)
มาคิดไปคิดมาว่า พวกเราเป็นผู้หญิง แล้วไปแซวคนต่างชาติอย่างงั้น ภาพพจน์คงติดลบไปอีก เฮืออออก O_O หนูขอโทษข่าาา T^T วันหลังจะพยายามเก็บให้มิดเลย จะไม่แซวอีกละ เง้อออออ :D
วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557
บ่น 002
วันนี้ไปสะดุดรูปหนึ่งในเพจ Sakura drama มา ซึ่งรูปนี้ก็คือ
จากเรื่อง My boss my hero (ไม่เคยดูนาาา)
ซึ่งประโยคที่คุณป้าคนนี่พูดมันช่างโดนใจมากมาย "ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
คือมันก็จริงแบบที่ป้าแกพูดแหละ ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นนี่สำหรับเรานะ เราคิดว่ามันค่อนข้างหนักหนาพอสมควร มันไม่ใช่แค่การที่ถูกผู้ใหญ่ต่อว่าว่าด้อยประสบการณ์อย่างเดียว มันมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ชีวิตวัยรุ่นต้องพบเจอ คือมันเป็นช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกค่อนข้างแปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้
ปัญหาของวัยรุ่นเริ่มจากตัวเองก่อนเลยอันดับแรก เพราะอย่างที่ว่า นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวน เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ คือบางครั้งก็ไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้ว่าต้องการอะไรกันแน่ บางครั้งก็ตัวเองว่า ตัวฉันคือใคร? การใช้ชีวิตทุกๆวันนี้เพื่อนอะไร? เพื่อนใคร? อนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ไหนจะเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อค้นหาตนเองให้เจอก่อนที่วัยผู้ใหญ่จะมาถึง ซึ้งบางครั้งก็มีความคิดว่าอนาคตในวันข้างหน้าจนถึงวันตาย ถูกกำหนดโดยช่วงเวลาแห่งความเป็นวัยรุ่นนี่แหละ ถ้ายังค้นหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่สามารถแจกแจงตัวเองในวันนี้ได้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
นอกจากปัญหาทางด้านตัวตนแล้ว สิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นหวั่นไหวมากที่สุดคือเรื่อง "สิ่งแวดล้อมรอบตัว" ในที่นี้หมายถึงครอบครัว เพื่อน ความรักและโรงเรียน อันนี้ถือว่าหนักอึ้งอยู่พอควร เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามักจะมีอิธิพลต่อความคิดและการใช้ชีวิตของเราเสมอ ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากมีอะไรมาทิ่มหรือกระทบความรู้สึกนิดเดียว ก็เป็นอันว่าเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ คือเหมือนกับว่าวัยรุ่นเป็นห้วงหนึ่งของชีวิตที่ต้องการคนที่อยู่ข้างๆ คนที่จะสนับสนุนความคิดเรา และคนที่จะคอยปลอบโยนเราในเวลาที่ยากลำบาก คนรอบข้างทุกคนล้วนมีผลต่อความคิดของเราเสมอ บางคนก็ต้องจำใจเรียนใจสิ่งที่ไม่ชอบ แต่เป็นสิ่งที่ทางบ้านต้องการให้เรียน ต้องเดินทางไปตามจุดหมายที่พ่อแม่กำหนดไว้ให้อย่างเคร่งครัด แต่บางคนก็เรียนไปอย่างไร้จุดหมาย ขาดการกระตุ้น การแรงบันดาลใจ บางคนต้องทนรับฟังคำต่อว่าในการทำในสิ่งที่ตนรัก ถูกดูถูกต่างๆนานา บางคนค่อนข้างจะให้เพื่อนหรือความรักเข้ามาครอบงำตัวเองมากเกินไป จะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับคนเหล่านี้ ยิ่งโตยิ่งรับรู้ว่าโลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิดเมื่อตอนเป็นเด็ก ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็ไม่ได้เป็นคนในอุดมคติที่เราอยากจะเจอไปซะทั้งหมด ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการพบเจอคนเหล่านั้น คนที่คิดเหมือนกัน คนที่พูดถูกคอกันลดน้อยลง ไม่มีอีกแล้วคำพูดเมื่อการเด็กที่จะพูดว่า "เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ" แล้วเดินจูงมือกันไปเล่นอย่างสนุกสนาน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป
ถึงแม้ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นจะดูลำบาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกสุดเหวี่ยง! อยากรู้อยากลองไปซะทุกอย่าง แต่เราก็คิดว่ามันคงเป็นช่วงเวลาเดียวที่จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไร้ความรับผิดชอบใดๆต่อใครคนอื่น เพียงแต่ต้องดูแลตัวเองให้ดีก็พอ มันสนุกจริงๆนะ บางครั้งการที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆที่ละเรื่องๆ มันก็ทำให้การเป็นความสนุกได้ เดี๋ยวยิ้มร่า หัวเราะเสียงดังก้อง แจ่อีกครึ่งวันต้องมานั่งหน้าบูด ร้องไห้ฟูมฟาย ขี้มูกโป่ง 5555 มันเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนนานกว่าช่วงเวลาไหนๆ เป็นช่วงเวลาที่จะแอบรักใครได้ง่ายๆ และความรักต่อเพศตรงข้ามก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นเสมอ <3
ตอนนี้ฉันก็ยังกำลังต่อสู้กับช่วงเวลานี้อยู่ สามวันหัวเราะ อีกสองวันร้องไห้ มันวนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และยังจินตยาการถึงวันที่สิ่งเหล่านี้จะหยุดเกิดขึ้นไม่ออก ยังอยากจะซึมซับสิ่งต่างๆจากช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นไว้ให้มากที่สุด และแน่นอนว่าจะต้องปูแนวทางที่ดีให้ตัวเองในวันข้างหน้าที่จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย
"ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
จากเรื่อง My boss my hero (ไม่เคยดูนาาา)
ซึ่งประโยคที่คุณป้าคนนี่พูดมันช่างโดนใจมากมาย "ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
คือมันก็จริงแบบที่ป้าแกพูดแหละ ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นนี่สำหรับเรานะ เราคิดว่ามันค่อนข้างหนักหนาพอสมควร มันไม่ใช่แค่การที่ถูกผู้ใหญ่ต่อว่าว่าด้อยประสบการณ์อย่างเดียว มันมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ชีวิตวัยรุ่นต้องพบเจอ คือมันเป็นช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกค่อนข้างแปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้
ปัญหาของวัยรุ่นเริ่มจากตัวเองก่อนเลยอันดับแรก เพราะอย่างที่ว่า นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวน เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ คือบางครั้งก็ไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้ว่าต้องการอะไรกันแน่ บางครั้งก็ตัวเองว่า ตัวฉันคือใคร? การใช้ชีวิตทุกๆวันนี้เพื่อนอะไร? เพื่อนใคร? อนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ไหนจะเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อค้นหาตนเองให้เจอก่อนที่วัยผู้ใหญ่จะมาถึง ซึ้งบางครั้งก็มีความคิดว่าอนาคตในวันข้างหน้าจนถึงวันตาย ถูกกำหนดโดยช่วงเวลาแห่งความเป็นวัยรุ่นนี่แหละ ถ้ายังค้นหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่สามารถแจกแจงตัวเองในวันนี้ได้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
นอกจากปัญหาทางด้านตัวตนแล้ว สิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นหวั่นไหวมากที่สุดคือเรื่อง "สิ่งแวดล้อมรอบตัว" ในที่นี้หมายถึงครอบครัว เพื่อน ความรักและโรงเรียน อันนี้ถือว่าหนักอึ้งอยู่พอควร เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามักจะมีอิธิพลต่อความคิดและการใช้ชีวิตของเราเสมอ ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากมีอะไรมาทิ่มหรือกระทบความรู้สึกนิดเดียว ก็เป็นอันว่าเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ คือเหมือนกับว่าวัยรุ่นเป็นห้วงหนึ่งของชีวิตที่ต้องการคนที่อยู่ข้างๆ คนที่จะสนับสนุนความคิดเรา และคนที่จะคอยปลอบโยนเราในเวลาที่ยากลำบาก คนรอบข้างทุกคนล้วนมีผลต่อความคิดของเราเสมอ บางคนก็ต้องจำใจเรียนใจสิ่งที่ไม่ชอบ แต่เป็นสิ่งที่ทางบ้านต้องการให้เรียน ต้องเดินทางไปตามจุดหมายที่พ่อแม่กำหนดไว้ให้อย่างเคร่งครัด แต่บางคนก็เรียนไปอย่างไร้จุดหมาย ขาดการกระตุ้น การแรงบันดาลใจ บางคนต้องทนรับฟังคำต่อว่าในการทำในสิ่งที่ตนรัก ถูกดูถูกต่างๆนานา บางคนค่อนข้างจะให้เพื่อนหรือความรักเข้ามาครอบงำตัวเองมากเกินไป จะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับคนเหล่านี้ ยิ่งโตยิ่งรับรู้ว่าโลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิดเมื่อตอนเป็นเด็ก ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็ไม่ได้เป็นคนในอุดมคติที่เราอยากจะเจอไปซะทั้งหมด ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการพบเจอคนเหล่านั้น คนที่คิดเหมือนกัน คนที่พูดถูกคอกันลดน้อยลง ไม่มีอีกแล้วคำพูดเมื่อการเด็กที่จะพูดว่า "เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ" แล้วเดินจูงมือกันไปเล่นอย่างสนุกสนาน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป
ถึงแม้ช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่นจะดูลำบาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกสุดเหวี่ยง! อยากรู้อยากลองไปซะทุกอย่าง แต่เราก็คิดว่ามันคงเป็นช่วงเวลาเดียวที่จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไร้ความรับผิดชอบใดๆต่อใครคนอื่น เพียงแต่ต้องดูแลตัวเองให้ดีก็พอ มันสนุกจริงๆนะ บางครั้งการที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆที่ละเรื่องๆ มันก็ทำให้การเป็นความสนุกได้ เดี๋ยวยิ้มร่า หัวเราะเสียงดังก้อง แจ่อีกครึ่งวันต้องมานั่งหน้าบูด ร้องไห้ฟูมฟาย ขี้มูกโป่ง 5555 มันเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนนานกว่าช่วงเวลาไหนๆ เป็นช่วงเวลาที่จะแอบรักใครได้ง่ายๆ และความรักต่อเพศตรงข้ามก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นเสมอ <3
ตอนนี้ฉันก็ยังกำลังต่อสู้กับช่วงเวลานี้อยู่ สามวันหัวเราะ อีกสองวันร้องไห้ มันวนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และยังจินตยาการถึงวันที่สิ่งเหล่านี้จะหยุดเกิดขึ้นไม่ออก ยังอยากจะซึมซับสิ่งต่างๆจากช่วงเวลาของความเป็นวัยรุ่นไว้ให้มากที่สุด และแน่นอนว่าจะต้องปูแนวทางที่ดีให้ตัวเองในวันข้างหน้าที่จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย
"ชีวิตวัยรุ่นคือการถูกทำให้อาย เพราะด้อยประสบการณ์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ถึงจะต้องอายก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือชีวิตวันรุ่น!"
วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557
A place i love
ตั้งแต่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังอยู่ในปีสุดท้ายของม.ปลาย ก็เริ่มผันตัวมาขลุกอยู่ในห้องสมุดอย่างจริงจัง (มาจับกลุ่มเม้าท์กับเพื่อน >< ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหรหรอกหนังสือน่ะ 555)
ถ้ามีคนมาถามว่าชอบที่ไหนที่สุดในโรงเรียน คำตอบคงพุ่งออกมาจากปากเลยในทันทีว่า "ห้องสมุด"
ที่นี่มันเก็บอะไรหลายๆอย่างไว้เลยนะ หนังสือบางเล่มยังบันทึกชื่อผู้ยืมไปอ่านเมื่อปีพศ. 2525 ก่อนที่เราจะเกิดหลายปีมากกก หนังสือหลายเล่มกระดาษกลายเป็นสีน้ำตาลไปแล้ว...
จำได้เลยว่าติดห้องสมุดมาตั้งแต่ม.1 ละ เข้าทุกวัน ไปยืมแฮร์รี่ พอตเตอร์อ่านจบครบ 7 เล่มเลยย แต่พอขึ้นม.2 มา ก็ค่อนข้างขาดการติดต่อกับห้องสมุดนานพอสมควร(เริ่มติดเพื่อน)
จนขึ้น ม.5 ก็กลับมาห้องสมุดอีกครั้ง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่หนังสือใหม่ๆก็มีเยอะขึ้น แต่เชื่อมั้ยว่า ยืมเล่มไหนไปแล้วแทบจะอ่านไม่จบทุกเรื่อง 555555 เรื่องโดนปรับที่ธรรมดามาก(วันละ 1 บาท) เคยปรับเยอะ 40 กว่าบาทเลยมั้ง คือชอบเอาไปดองไว้ที่บ้าน ไม่อ่าน แล้วไม่เอาไปคืน -,,- ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่ก็มาคิดในแง่ดีว่าเป็นการบริจาคเงินให้ห้องสมุดบ้าง เพราะเราได้อะไรมากมายจากที่นี่
ถ้าเรียนจบจากที่นี่แล้ว คงจะคิดถึงห้องสมุดที่่นี่มากกกกกก มันรู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก หนังสือเล่มเก่า โต๊ะเก้าอี้ คุณครูบรรณารักษ์ หรือความเงียบสงบที่ส่วนใหญ่หายากในโรงเรียน หวังว่าสักวันเราจะได้มอบสิ่งดีๆให้ที่แห่งนี้บ้างน้าา~~~~
ถ้ามีคนมาถามว่าชอบที่ไหนที่สุดในโรงเรียน คำตอบคงพุ่งออกมาจากปากเลยในทันทีว่า "ห้องสมุด"
ที่นี่มันเก็บอะไรหลายๆอย่างไว้เลยนะ หนังสือบางเล่มยังบันทึกชื่อผู้ยืมไปอ่านเมื่อปีพศ. 2525 ก่อนที่เราจะเกิดหลายปีมากกก หนังสือหลายเล่มกระดาษกลายเป็นสีน้ำตาลไปแล้ว...
จำได้เลยว่าติดห้องสมุดมาตั้งแต่ม.1 ละ เข้าทุกวัน ไปยืมแฮร์รี่ พอตเตอร์อ่านจบครบ 7 เล่มเลยย แต่พอขึ้นม.2 มา ก็ค่อนข้างขาดการติดต่อกับห้องสมุดนานพอสมควร(เริ่มติดเพื่อน)
จนขึ้น ม.5 ก็กลับมาห้องสมุดอีกครั้ง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่หนังสือใหม่ๆก็มีเยอะขึ้น แต่เชื่อมั้ยว่า ยืมเล่มไหนไปแล้วแทบจะอ่านไม่จบทุกเรื่อง 555555 เรื่องโดนปรับที่ธรรมดามาก(วันละ 1 บาท) เคยปรับเยอะ 40 กว่าบาทเลยมั้ง คือชอบเอาไปดองไว้ที่บ้าน ไม่อ่าน แล้วไม่เอาไปคืน -,,- ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่ก็มาคิดในแง่ดีว่าเป็นการบริจาคเงินให้ห้องสมุดบ้าง เพราะเราได้อะไรมากมายจากที่นี่
ถ้าเรียนจบจากที่นี่แล้ว คงจะคิดถึงห้องสมุดที่่นี่มากกกกกก มันรู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก หนังสือเล่มเก่า โต๊ะเก้าอี้ คุณครูบรรณารักษ์ หรือความเงียบสงบที่ส่วนใหญ่หายากในโรงเรียน หวังว่าสักวันเราจะได้มอบสิ่งดีๆให้ที่แห่งนี้บ้างน้าา~~~~
วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Now I can't do anything.
I don't have any motivation.
I don't have any inspiration now.
My heart breaks so often, again, again and again. Why is this world is so unfair? Why? Why my life is full of disappointment?
I just want to escape! But why can't I?
I don't know what I am trying for.
I want to stop everything! Why my dream sounds so impossible?
For someone, my dream is really small. But why it's big for me? It's very easy for them, but why it's hard for me?
What should I do?
Who am I supposed to be?
Where exactly I want to be?
If I continue going, i'll be sure to get hurt
But if i don't continue going, i'll be sure to be in despair
What is the right way? And what is the wrong way?
I'm too tired.
I don't have any motivation.
I don't have any inspiration now.
My heart breaks so often, again, again and again. Why is this world is so unfair? Why? Why my life is full of disappointment?
I just want to escape! But why can't I?
I don't know what I am trying for.
I want to stop everything! Why my dream sounds so impossible?
For someone, my dream is really small. But why it's big for me? It's very easy for them, but why it's hard for me?
What should I do?
Who am I supposed to be?
Where exactly I want to be?
If I continue going, i'll be sure to get hurt
But if i don't continue going, i'll be sure to be in despair
What is the right way? And what is the wrong way?
I'm too tired.
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหนุ่มที่ปุ่น 3
ว่ากันด้วยเรื่อง "ความซื่อตรง" ของชาวญี่ปุ่น เราๆก็รู้ดีว่าพวกเขาเป๊ะเวอร์ขนาดไหน ยิ่งเป็นหนุ่มบางคนนะแหมมมม ซื้ออออซื่อ แต่ก็ไม่ได้ซื่อบื้อนะ ความซื่อของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป ที่เราได้ประสบพบเจอยากพี่ยุ่นก็คือ...
เรื่องมันมีอยู่ว่าอิฉันได้รับการเลื่อนยศ เลื่อนความสัมพันธ์จากกิ๊ก มาเป็นลูกน้อง ของผู้บ่าวญี่ปุ่นคนหนึ่ง (ปกติเค้าจะเลื่อนจากลูกน้องมาเป็นกิ๊ก >< มีแต่อินี่คนเดียวละมั้งที่สามารถทำแบบนี้ได้ 5555) คือนางก็จะจ้างเราทำงานนู้นทำนี่ จ่ายเป็นครั้งๆไป เหมือนเป็น Part-time job ไง คือตอนคุยกันแบบกิ๊กๆ นางก็จะชอบแอบใช้เราทำนู้นทำนี้ให้หน่อย แล้วบังเอิญว่าเราก็ทำให้มันดีซะด้วย ใช้บ่อยเข้าๆ เราเริ่มจะง้องแง้ง นางเลยตัดสินใจจ้างเราเลย(ป่าวเห็นแห่เงินนะ 55555) ที่แรกที่มันเสนอมาเราก็ไม่ได้คิดไรมาก รับปากทำๆไป แอบอยากได้เงินเพิ่มบ้างไรบ้าง -,,-
คือแบบจ็อบแรกที่มันจ้างเรา ก็ไม่ได้เป็นงานยากอะไร ทำนิดๆน่อยๆ ติดต่อคุยกันคนไทยสองสามคน พอเสร็จภารกิจแล้ว อิบอสที่อดีตคือกิ๊กของเรามันก็สรุปรายได้ของเราในจ็อบแรกมาให้เราดู มันก็เป็นรายได้หลักร้อยแหละ เพราะงานเบาๆ ก็เป็นอันว่าได้ X10.00 บาท คือพูดง่ายๆคือ มันลงท้ายด้วย 10 บาท เราก็โอเคๆไม่คิดไรมาก เพราะยังไงแล้ว มันต้องโอนเงินค่าจ้างผ่าน ATM อยู่แล้ว มันคงจะเพิ่มให้อีก 90 บาท ปัดให้เป็นจำนวนเต็มร้อย จะได้เบิกมาใช้....
พอนางโอนปุ๊ปนางก็ไลน์มาบอกให้ไปเช็คด้วยว่าได้เงินหรือยัง เราก็ตื่นเต้นดี๊ด๊า เพราะนี่คือจ็อบแรก พอไปหน้าตู้ atm ใส่บัตรแล้วกดรหัสอย่างลั้นลา ตื่นเต้นที่ได้ดูว่ายอดเงินในบัตรมันเพิ่มขึ้น :D แต่ที่ไหนได้....มันก็โอนให้เรา X10.00 บาทเป๊ะๆ ตามที่มันบอกไว้เลยจ้าาาาาาาา เราเห็นแล้วปรี๊ดดดดดดดดดดดดดด แตกเลยทันที 55555 คือแบบ ตรูถามหน่อยว่าตรูจะเอาอิ 10 บาทนั่นออกมาจากตู้ได้ยังไง???? คิือนางซื่อสุดๆๆๆๆๆ จนเราเฟลไปเลย >O<
แต่เราก็เข้าใจว่าไอ่สิบบาทนั่นน่ะ มันก็สามารถเก็บไว้ได้ เอาไว้เป็นค่าธรรมเนียมเวลากดตู้ของธนาคารอื่นไรงั้นงี้ แต่คือแบบ ไอ่เราก็คาดหวังว่าฮีจะสปอร์ต ให้ทงให้ทิปเราบ้าง ไม่มีเลยจ้าาา 5555 เจอความซื่อของบอสไปแล้วเงิบบบบ บอกกับตัวเอง "ไม่เอาอีกแล้วโว้ยยยย ทำงานกับคนญี่ปุ่น"
เรื่องมันมีอยู่ว่าอิฉันได้รับการเลื่อนยศ เลื่อนความสัมพันธ์จากกิ๊ก มาเป็นลูกน้อง ของผู้บ่าวญี่ปุ่นคนหนึ่ง (ปกติเค้าจะเลื่อนจากลูกน้องมาเป็นกิ๊ก >< มีแต่อินี่คนเดียวละมั้งที่สามารถทำแบบนี้ได้ 5555) คือนางก็จะจ้างเราทำงานนู้นทำนี่ จ่ายเป็นครั้งๆไป เหมือนเป็น Part-time job ไง คือตอนคุยกันแบบกิ๊กๆ นางก็จะชอบแอบใช้เราทำนู้นทำนี้ให้หน่อย แล้วบังเอิญว่าเราก็ทำให้มันดีซะด้วย ใช้บ่อยเข้าๆ เราเริ่มจะง้องแง้ง นางเลยตัดสินใจจ้างเราเลย(ป่าวเห็นแห่เงินนะ 55555) ที่แรกที่มันเสนอมาเราก็ไม่ได้คิดไรมาก รับปากทำๆไป แอบอยากได้เงินเพิ่มบ้างไรบ้าง -,,-
คือแบบจ็อบแรกที่มันจ้างเรา ก็ไม่ได้เป็นงานยากอะไร ทำนิดๆน่อยๆ ติดต่อคุยกันคนไทยสองสามคน พอเสร็จภารกิจแล้ว อิบอสที่อดีตคือกิ๊กของเรามันก็สรุปรายได้ของเราในจ็อบแรกมาให้เราดู มันก็เป็นรายได้หลักร้อยแหละ เพราะงานเบาๆ ก็เป็นอันว่าได้ X10.00 บาท คือพูดง่ายๆคือ มันลงท้ายด้วย 10 บาท เราก็โอเคๆไม่คิดไรมาก เพราะยังไงแล้ว มันต้องโอนเงินค่าจ้างผ่าน ATM อยู่แล้ว มันคงจะเพิ่มให้อีก 90 บาท ปัดให้เป็นจำนวนเต็มร้อย จะได้เบิกมาใช้....
พอนางโอนปุ๊ปนางก็ไลน์มาบอกให้ไปเช็คด้วยว่าได้เงินหรือยัง เราก็ตื่นเต้นดี๊ด๊า เพราะนี่คือจ็อบแรก พอไปหน้าตู้ atm ใส่บัตรแล้วกดรหัสอย่างลั้นลา ตื่นเต้นที่ได้ดูว่ายอดเงินในบัตรมันเพิ่มขึ้น :D แต่ที่ไหนได้....มันก็โอนให้เรา X10.00 บาทเป๊ะๆ ตามที่มันบอกไว้เลยจ้าาาาาาาา เราเห็นแล้วปรี๊ดดดดดดดดดดดดดด แตกเลยทันที 55555 คือแบบ ตรูถามหน่อยว่าตรูจะเอาอิ 10 บาทนั่นออกมาจากตู้ได้ยังไง???? คิือนางซื่อสุดๆๆๆๆๆ จนเราเฟลไปเลย >O<
แต่เราก็เข้าใจว่าไอ่สิบบาทนั่นน่ะ มันก็สามารถเก็บไว้ได้ เอาไว้เป็นค่าธรรมเนียมเวลากดตู้ของธนาคารอื่นไรงั้นงี้ แต่คือแบบ ไอ่เราก็คาดหวังว่าฮีจะสปอร์ต ให้ทงให้ทิปเราบ้าง ไม่มีเลยจ้าาา 5555 เจอความซื่อของบอสไปแล้วเงิบบบบ บอกกับตัวเอง "ไม่เอาอีกแล้วโว้ยยยย ทำงานกับคนญี่ปุ่น"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
